| |
| |
|
| |
ระบบโคเจนเนอเรชั่น( cogeneration) คือ ระบบที่ให้การกำเนิดพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานกล และมีการใช้ประโยชน์จากพลังงานความร้อนในขณะเดียวกัน โดยอาศัยเชื้อเพลิงแหล่งเดียวกัน ประสิทธิภาพของระบบผลิตพลังงานความร่วมสูงถึง 80% เมื่อเทียบกับระบบผลิตไฟฟ้าอย่างเดียวที่มีประสิทธิภาพ 40% (ภาพความแตกต่างระหว่างการใช้พลังงานแบบทั่วไปและแบบ COGENERATION)
เทคโนโลยีระบบผลิตพลังงานความร้อนร่วมสามารถแบ่งลักษณะการทำงานเป็น 2 รูปแบบ โดยพิจารณาจากลำดับการนำพลังงานความร้อนไปใช้ประโยชน์ว่าก่อน หรือหลังการผลิตพลังงานกล ถ้าหากระบบผลิตพลังงานกลก่อนแล้วนำพลังงานความร้อนที่เหลือไปใช้ประโยชน์ แบบนี้จะเรียกว่า ระบบโคเจนเนอเรชั่นวัฏจักรบน(topping cycle cogeneration) และในทางตรงกันข้าม ถ้านำพลังงานความร้อนไปใช้ประโยชน์ก่อนที่จะผลิตพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานกล เรียกว่า ระบบ โคเจนเนอเรชั่นวัฏจักรล่าง(bottoming cycle cogeneration) ซึ่งความเหมาะสมของแต่ละรูปแบบนั้นขึ้นอยู่กับประเภทอุตสาหกรรม โดยระบบ โคเจนเนอเรชั่นวัฏจักรบนเหมาะกับอุตสาหกรรมอาหาร กระดาษ สิ่งทอและโรงกลั่นน้ำมัน ส่วนระบบโคเจนเนอเรชั่นวัฏจักรล่างเหมาะกับ อุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความร้อนที่มีอุณหภูมิและความดันสูง เช่น อุตสาหกรรมผลิตซีเมนต์ อุตสาหกรรมผลิตเหล็ก อุตสาหกรรมผลิตแก้ว และ
อุตสาหกรรมเคมี
|
|
| |
ระบบโคเจนเนอเรชั่นวัฎจักรบนสามารถผลิตพลังงานกลได้จากเครื่องต้นกำลัง 3 ชนิด คือ (1) ระบบกังหันไอน้ำ (2) ระบบกังหันก๊าซ และ (3) ระบบเครื่องยนต์เผาไหม้ภายใน ( internal combustion engine )
ข้อพิจารณาว่าจะเลือกใช้ระบบโคเจนเนอเรชั่นชนิดใดต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ
ได้แก่ อัตราส่วนความต้องการความร้อนต่อไฟฟ้า(heat to power ratio , H/P) ของสถานประกอบการนั้นก่อน เนื่องจากระบบ cogeneration จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อ H/P ของระบบ cogeneration มีค่าใกล้เคียงกับค่า H/P ของสถานประกอบการ ชนิดของเชื้อเพลิงที่หาได้ คุณภาพของพลังงานความร้อนที่ต้องการ ลักษณะการใช้ความร้อนและไฟฟ้าของโรงงานและเวลาการใช้งาน ต้นทุนการก่อสร้าง และเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น |
|
| |
รายละเอียด |
กังหันไอน้ำ
(ชนิด back pressure) |
กังหันก๊าซ |
เครื่องยนต์
เผาไหม้ภายใน |
ขนาดของระบบ |
500 kW 100 MW |
500 kW 100 MW |
100 kW-10 MW |
ประสิทธิภาพรวมของระบบ |
สูงสุด 80% |
55-75% |
50-80% |
Heat to Power Ratio (H/P) |
5-20 |
2-5 |
1-3 |
ความร้อนที่ออกจากระบบ |
ไอน้ำอุณหภูมิสูงถึง 150 องศาเซลเซียส |
ก๊าซร้อน 450-550 องศาเซลเซียส |
น้ำร้อน 50 %
ก๊าซร้อนที่ 450 องศาเซลเซียส 50% |
เชื้อเพลิง |
ก๊าซ ของเหลว ของแข็งขึ้นอยู่กับ Boiler |
ก๊าซ เชื้อเพลิงเหลว |
ก๊าซ เชื้อเพลิงเหลว |
|
|
| |
ระบบโคเจนเนอเรชั่นชนิดกังหันไอน้ำ
ระบบชนิดนี้ประกอบด้วย เครื่องกำเนิดไอน้ำ เครื่องกังหันไอน้ำ โดยใช้เชื้อเพลิงเหลว ก๊าซหรือเชื้อเพลิงแข็ง หลักการทำงานคือ เชื้อเพลิงจะถูกป้อนเข้าสู่ห้องเผาไหม้เพื่อให้ความร้อนแก่น้ำในเครื่องกำเนิดไอน้ำ ซึ่งได้ไอน้ำยวดยิ่ง (superheat steam) ที่อุณหภูมิและความดันสูง ไอน้ำจะไปขับเครื่องกังหันไอน้ำได้กำลังเพลา ซึ่งสามารถนำไปขับเครื่องมือกลต่างๆ เช่น ปั้ม คอมเพรสเซอร์ หรือเปลี่ยนรูปเป็นไฟฟ้าโดยขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ส่วนไอน้ำที่ออกจากเครื่องสามารถนำไปใช้ในกระบวนการผลิตต่อไป
ระบบโคเจนเนอเรชั่นชนิดกังหันไอน้ำนี้ หากพิจารณาตามชนิดของเครื่องกังหัน จะมีอยู่ 2 ชนิด คือ กังหันชนิด back pressure และกังหันชนิด extraction ซึ่งหลักการทำงานแตกต่างกัน ตรงที่กังหันชนิด back pressure ไอน้ำที่ผ่านกังหันไอน้ำจะถูกปล่อยออกจากตัวกังหัน และมี
ความดันเหลืออยู่ประมาณ 3-20 บาร์ และสามารถนำไปใช้ในกระบวนการผลิตต่อไป ส่วนกังหันชนิด extraction ไอน้ำบางส่วนถูกปล่อยออกมาในช่วงกลางของกังหัน และ ไอน้ำที่ปล่อยออกมานี้จะมีความดันหลายขนาดให้เลือกตามความเหมาะสมกับจุดใดจุดหนึ่งของกระบวนการผลิต ไอน้ำที่เหลือจะถูกปล่อยให้ขยายตัวผ่านกังหัน เพื่อผลิตไฟฟ้าจนมีความดันต่ำแล้วจึงออกจากกังหัน |
|
| |
ระบบโคเจนเนอเรชั่นชนิดกังหันก๊าซ
มีหลักการทำงานคือ คอมเพรสเซอร์จะอัดอากาศจากภายนอก และนำเข้าสู่ห้องเผาไหม้ เชื้อเพลิงจะถูกฉีดเข้ามาผสมกับอากาศและจุดระเบิด เกิดก๊าซร้อนจากการเผาไหม้ขึ้น ซึ่งจะไปขยายตัวผ่านเครื่องกังหันก๊าซ ทำให้กังหันก๊าซหมุนแกนของเครื่องกังหันก๊าซจะต่อไปขับเครื่องปั่นไฟฟ้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ส่วนก๊าซร้อนที่ปล่อยจากกังหันก๊าซจะมีอุณหภูมิประมาณ 450-550 องศาเซลเซียส ก๊าซร้อนนี้สามารถนำไปใช้เป็นแหล่งให้ความร้อน โดยใช้อุปกรณ์เสริมคือ waste heat boiler เพื่อผลิตไอน้ำที่ความดันต่ำๆ หรือนำไปใช้โดยตรงเพื่อใช้ในกระบวนการผลิต |
|
| |
ระบบโคเจนเนอเรชั่นชนิด เครื่องยนต์เผาไหม้ภายใน
ระบบนี้สามารถแบ่งได้ตามประเภทเครื่องยนต์เป็น 2 ชนิด คือ เครื่องยนต์ spark-ignition engine จะใช้เชื้อเพลิงเหลวหรือก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง และเครื่องยนต์ compression-ignition engines จะใช้น้ำมันดีเซลหรือน้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิง พลังงานที่ผลิตได้อยู่ในช่วง 100 kW ถึง 10 MW พลังงานความร้อนที่ออกมาอยู่ในรูปของก๊าซไอเสีย น้ำหล่อเย็นเสื้อสูบและน้ำมันหล่อลื่น ซึ่งการนำพลังงานความร้อนไปใช้อาจใช้คู่กับ waste heat boiler ในการผลิตไอน้ำหรือน้ำร้อน |
|
| |
ข้อดีและข้อเสียของระบบผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วม
|
| |
ข้อดี
- ประหยัดพลังงาน สามารถลดการใช้เชื้อเพลิงลง โดยการผลิตพลังงานด้วยระบบ cogeneration มีประสิทธิภาพประมาณ 50-90% สามารถประหยัดเชื้อเพลิงลงได้ 10-30% ซึ่งเมื่อเทียบกับระบบแยกผลิตในการผลิตความร้อนโดยทั่วไป จะมีประสิทธิภาพประมาณ 75% และถ้าเป็นระบบที่ผลิตไฟฟ้าอย่างเดียว จะมีประสิทธิภาพเพียง 35%
- เงินลงทุนเริ่มแรกของระบบ cogeneration ต่ำกว่าเงินลงทุนในการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่มาก
- ระบบ cogeneration ช่วยลด peak load ของการไฟฟ้า ทำให้ช่วยลดภาระของการไฟฟ้าในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่
ข้อเสีย
- ระบบ cogeneration เป็นระบบที่ยุ่งยากซับซ้อนต่อการออกแบบติดตั้งและควบคุม จำเป็นต้องใช้ผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์มาดำเนินงาน
- ต้นทุน ค่าติดตั้งและค่าบำรุงรักษาค่อนข้างสูง
- ถ้าติดตั้งระบบ cogeneration ที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าหรือความร้อนเกินความต้องการใช้ อาจมีไอน้ำหรือไฟฟ้าเหลือ อาจเกิดความยุ่งยากในการจัดการกับพลังงานส่วนเกินนี้
|
|
| |
ตัวอย่างรายชื่อบริษัทที่มีการใช้ระบบพลังงานร่วม
|
| |
|
| |
|
| |
ที่มา:
วารสารธุรกิจสีเขียว ฉบับที่ 4 เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2549
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) |
| |
| |
| |
|
| |